ss

รวยได้สไตล์มนุษย์เงินเดือน เพียงแค่ 8 ข้อถ้าทำได้รับรองรวย 100%

|0 ความคิดเห็น
ใครว่ามนุษย์เงินเดือนจะไม่มีวันรวย เราขอค้านเลยค่ะ มนุษย์เงินเดือนรวยได้ แน่นอน เพราะคนที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นแม้ว่าจะมีเงินเดือนที่คงที่และไม่มากนัก แต่หากรู้จักเก็บออมและบริหารการใช้จ่ายเงินให้ดี ก็สามารถที่จะก้าวนำตัวเองไปสู่ความร่ำรวยได้เหมือนกัน ซึ่งวันนี้เราก็มีเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยบริหารเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนให้รวยได้มาฝากกัน



1. ออมสัก 10-30% ทุกเดือน
เมื่อเงินเดือนออก เราจะต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออม โดยออมแค่ 10-30% พอค่ะ เช่น ได้เงินเดือน 10,000 บาท ก็อาจจะแบ่งออมไว้สัก 1000-3000 บาทนั่นเอง แค่นี้ก็จะทำให้มีเงินออมเหลือใช้ในแต่ละเดือนแล้วล่ะ โดยการออมเงินนั้นเราอาจจะออมใส่กระปุกออมสินไว้หรือฝากธนาคารก็ได้ แต่ถ้าให้ดีฝากธนาคารจะดีกว่า เพราะจะทำให้เรามีวินัยในการเก็บเงินมากขึ้นและไม่เผลอนำเงินออกมาใช้จนหมดนั่นเอง

2. ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย
บัญชีรายรับ รายจ่ายก็นับว่าสำคัญมากเลยล่ะ เพราะการจดบัญชีรายรับรายจ่ายไว้จะทำให้เรารู้ว่าในแต่ละวันเราจ่ายอะไรไปบ้างและจำเป็นมากแค่ไหน อีกทั้งยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าในขณะนี้เราใช้จ่ายเงินไปมากน้อยเท่าไหร่แล้ว เพื่อจะได้ไม่เผลอเพิ่มรายจ่ายไปมากกว่านี้นั่นเอง เรียกได้ว่ารายรับรายจ่ายเป็นเครื่องมือที่ลดความฟุ่มเฟือยได้อย่างดีเยี่ยมเลยล่ะ

3. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
อยากรวยต้องรู้จักตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนนะคะ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าเดือนนี้จะต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ หรืออีก 5 เดือนจะต้องเก็บเงินได้เท่าไหร่ ซึ่งจะทำให้เรามีกำลังใจที่อยากจะไปให้ถึงจุดหมายให้ได้มากที่สุดเลยล่ะ นอกจากนี้เราอาจจะใช้การตั้งเป้าหมายด้วยสิ่งจูงใจบางอย่าง เช่นจะต้องเก็บเงินให้ได้เท่านั้นเพื่อซื้อโทรศัพท์ เพื่อไปเที่ยวหรือเพื่อะไรก็ตามที่คุณอยากได้ ก็จะช่วยเป็นแรงกระตุ้นในการเก็บออมเงินได้อย่างดีเยี่ยมเลยล่ะ

4. เลือกการลงทุนสักอย่างที่เหมาะกับคุณ
ใช่ว่ามนุษย์เงินเดือนจะไม่สามารถทำกำไรด้วยการลงทุนได้นะ เพียงแต่ต้องเลือกลงทุนเมื่อมีเงินพอที่จะลงทุนโดยไม่เดือดร้อนได้แล้วและจะต้องเลือกลักษณะการลงทุนให้เหมาะกับตัวเองที่สุดนั่นเอง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนอะไรสักอย่าง คุณควรเก็บออมเงินให้ได้สักก้อนก่อนแล้วค่อยใช้เงินที่เหลือจากการเก็บออมมาลงทุนนั่นเอง

5. ทำประกันสังคมไว้สิ
หลายคนอาจจะมองว่าการทำประกันสังคมจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายในส่วนของประกัน แต่หากคิดในทิศทางที่ตรงข้ามกันจะพบว่ามันมีประโยชน์กว่าที่คุณคิดมากเลยล่ะ ลองคิดดูสิว่าหากเราเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลก็จะต้องใช้เงินมากอยู่เหมือนกันอีกทั้งยังขาดรายได้อีกด้วย แต่หากทำประกันสังคมไว้ล่ะก็ ถึงแม้ว่าเราจะเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลแต่ก็ยังได้เงินคืนจำนวนหนึ่งเลยล่ะ

นอกจากนี้ผู้หญิงเรายังสามารถใช้สิทธิประกันสังคมในการคลอดบุตรได้อีกด้วยนะ เห็นไหมว่าไม่ว่าจะเข้าโรงพยาบาลหรือคลอดบุตรก็ยังมีเงินให้ใช้ และไม่รบกวนเงินเก็บจนเกินไปอีกด้วย ดังนั้นมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ มาทำประกันสังคมกันดีกว่าค่ะ

6. ชำระบัตรเครดิตให้ตรงเวลา
แน่นอนว่าถึงแม้จะเป็นมนุษย์เงินเดือนแต่หลายคนก็คงมีบัตรเครดิตไว้ครอบครองกันอย่างแน่นอน ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกสบายในการใช้จ่ายเงินของแต่ละคนนั่นเอง แต่หากใช้บัตรเครดิตแล้วล่ะก็จะต้องจ่ายชำระค่าบัตรเครดิตให้ตรงเวลาด้วยนะคะ เพราะหากปล่อยให้พ้นเวลาชำระไปล่ะก็ ดอกเบี้ยจะบานขึ้นมาเป็นดอกเห็ดเลยล่ะ คงไม่มีใครที่อยากจะเพิ่มภาระหนี้ให้กับตัวเองหรอกจริงไหมคะ

7. ช้อปปิ้งให้น้อยลง
สำหรับใครที่ติดนิสัยเงินเดือนออกทีไรก็ต้องไปช้อปปิ้งทุกที ต้องเปลี่ยนนิสัยของตัวเองกันหน่อยแล้วนะคะ เพราะการช้อปปิ้งนี่ล่ะที่เป็นสาเหตุหลักของความยากจนเลย ดังนั้นหากไม่จำเป็นก็ลดลดการช้อปลงหน่อยก็ดีเหมือนกันเนอะ จะได้มีเงินเหลือเก็บและก้าวไปสู่ความร่ำรวยได้นั่นเองค่ะ

8. พยายามลดค่าใช้จ่ายลง
เงินเดือนออกทีไรก็ไม่เคยพอกับค่าใช้จ่ายสักที แถมบางครั้งยังไม่มีเงินเหลือใช้อีกด้วย นั่นอาจเป็นเพราะค่าใช้จ่ายที่มากเกินไปในแต่ละเดือน เพราะฉะนั้นหากคุณอยากรวยล่ะก็ จะต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง เช่นการช้อปปิ้งบ่อยเกินไปหรือการกินข้าวนอกบ้าน เพราะมันจะทำให้สิ้นเปลืองเงินไปโดยเปล่าประโยชน์เลยล่ะ อะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไปบ้างก็ดีนะคะ

อยากรวยไม่ใช่เรื่องยาก ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่มนุษย์เงินเดือนก็ตาม เพียงแค่เราปรับการใช้จ่ายเงินใหม่และขยันเก็บออมให้มากขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายอะไรที่ไม่จำเป็นก็เลี่ยงซะ

แค่นี้ก็จะมีเงินเก็บได้ไม่ยากแล้วล่ะ แถมยังก้าวไปสู่ความร่ำรวยได้อย่างง่ายดายขึ้นอีกด้วยนะ ใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนลองทำตามวิธีของเราดูนะคะแล้วคุณก็จะก้าวไปสู่จุดหมายได้อย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งเลยล่ะ

ที่มา :http://money.sanook.com/354439/

วิธีใช้เงินของคนจะรวยกับคนจะจน เป็นอย่างไร?

|0 ความคิดเห็น
7 นิสัยการใช้เงิน คนจะรวย vs คนจะจน

การที่คนหนึ่งคนจะประสบความสำเร็จได้ไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำกันได้ง่ายๆเหมือนกัน  ความมั่งคั่ง ความร่ำรวยในทรัพย์สินเงินทอง เป็นสิ่งที่หลายๆคนนั้นเฝ้าฝันหามันมาตลอด แต่ทว่ากลับยังไม่เคยได้สัมผัสกับชีวิตแบบนั้นเลย เป็นเพราะเหตุใดกัน

เพราะยังขยันไม่มากพอ หรือเพราะขาดความตั้งใจ  ปัจจัยที่ทำให้คนคนหนึ่งรวยได้นั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากตัวของเขาเอง เกิดจากการได้รับโอกาสดีดี โชค หรือ ดวงชะตา ก็ตามแต่ และมีสิ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากคนทั่วไปๆก็คือ นิสัย ความคิดและการใช้ชีวิต วันนี้เราจะมาพูดในเรื่องคนจะรวยและคนจะจนกับ นิสัยการใช้เงิน กันบ้างดีกว่าครับ

 1. คนจะรวยซื้อความรู้  คนจะจนซื้อความสบาย

ใช่แล้วครับ คนจะรวยมักแสวงหาความรู้ให้ตัวเองก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการร่ำเรียนหาวิชาความรู้ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงานแล้วก็ยังหาโอกาสเข้าครอสอบรมต่างๆ เช่น การลงทุน, การเก็งกำไร, การฝึกภาษา, การพัฒนาบุคลิกภาพและความสามารถ หรือเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะแตกต่างกับคนจะจน ที่มั่วแต่ใช้เงินเพื่อหาความสุขความสะดวกสบายมาปนเปรอตัวเอง ถึงแม้ว่าวันนี้คุณจะมีเงินเยอะเท่าไหร่ก็ตาม แต่มันก็มีวันหมดได้ ถ้าคุณไม่รู้จักนำเงินเหล่านั้นไปใช้ในทางที่เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์

2. คนจะรวยชอบเก็บออม คนจะจนมีแต่ใช้กับใช้แต่ไม่เก็บ

แค่วิธีคิดที่ต่างกันก็สามารถทำนายอนาคตของบุคคลเหล่านั้นได้แล้วครับ คนจะรวยถึงวันนี้จะยังไม่มีเงินและมีรายได้น้อยอยู่ แต่พวกเขาก็พยายามเก็บ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน จากพันเป็นหมื่นไปเรื่อยๆ ด้วยนิสัยที่ชอบเก็บออมนี่แหละครับจะทำให้พวกเขาเป็นคนที่มีเหตุผลในการใช้เงินมากขึ้น  คนจะจนมักไม่คิดถึงอนาคต ไม่เตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ถึงแม้วันนี้จะมีเงินมาก แต่ถ้ามีแต่ใช้กับใช้ พอนานวันเข้านอกจากจะไม่มีเงินเก็บแล้วอาจจะลำบากไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเลยก็ได้ครับ

3. คนจะรวยชอบประหยัด คนจะจนชอบฟุ่มเฟือย

อีกหนึ่งความแตกต่างครับ คนจะจนซื้อเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ใช้เงินอย่างไม่มีสติ ทำให้บางครั้งนั้นเงินที่หามาได้ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง ส่วนคนจะรวยจะชอบประหยัดในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้งกหรือขี้เหนียวนะครับ แต่ก็ควรรู้ว่าสิ่งไหนจำเป็นสิ่งไหนไม่จำเป็น มีเหตุผลในการใช้เงิน มีความมัธยัสถ์ อดออมนั่นเองครับ

4. คนจะรวยชอบแบ่งปัน คนจะจนหวงแต่ผลประโยชน์และภาพลักษณ์ของตัวเอง

สำคัญมากๆเลยครับข้อนี้ คนจะรวยนั้นจะคิดอยู่เสมอว่า การมีน้ำใจหยิบยื่นความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆให้กับผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ มันไม่ทำให้จนลงครับ เพราะยิ่งให้ก็ยิ่งจะมีแต่ได้น้ำใจนั้นกลับคืนมา ตรงข้ามกับคนจะจนที่มีแต่ความอยากได้อยากมี อะไรที่เป็นผลประโยชน์ของตัวเองนั้นรีบคว้าไว้ เห็นแก่ตัว ไม่ยอมช่วยเหลือหรือมีน้ำใจกับผู้อื่นบ้าง จึงไม่แปลกที่ในยามเดือดร้อนมักจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวและล้มละลาย

5. คนจะรวยเลือกกินแต่ของที่มีประโยชน์ คนจะจนกินไม่เลือกขอแค่อร่อย

คนจะรวยถึงแม้จะชอบทำงานหนักแต่ก็ไม่เคยละเลยที่จะดูแลสุขภาพของตนเอง โดยการเลือกกินแต่สิ่งที่มีประโยชน์ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะได้ไม่ต้องเจ็บป่วย เพื่อที่จะได้มีกำลังกายสร้างสรรค์งานที่ดีต่อไป ส่วนคนจะจนนั้นกินไม่เลือกและชอบกินของแพง โดยไม่สนใจว่าจะมีประโยชน์หรือเปล่า อีกทั้งยังขี้เกียจออกกำลังกายไม่ดูแลสุขภาพตนเองจึงทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย

6. คนจะรวยใช้เงินไปกับการท่องเที่ยวหาประสบการณ์ คนจะจนใช้เงินไปกับการเที่ยวเสพอบายมุข

คนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมักจะออกเดินทางแสวงหาสิ่งใหม่ๆ เพลิดเพลินไปกับความงดงามของธรรมชาติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆให้กับตนเองเสมอ แต่คนจะจนคิดได้แต่ว่าวันนี้จะไปนั่งดื่มที่ไหน ปล่อยใจปล่อยกายหลงระเริงเพลินเพลินไปกับสิ่งมอมเมาต่างๆทำให้เสียทรัพย์โดยไม่เกิดประโยชน์

7. คนจะรวยชอบใช้เงินซื้อของสะสมที่เพิ่มมูลค่า คนจะจนชอบสะสมของที่เสื่อมมูลค่า

ถึงแม้ว่าคนจะรวย จะยังไม่รวยในตอนนี้แต่เขากลับมีพฤติกรรมที่ว่าชอบเก็บออมเงินให้ได้สักก้อนแล้วนำเงินนั้นไปลงทุนต่อ หรือไปหาซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆไว้เพื่อเก็งกำไรหรือเพิ่มมูลค่าให้กับเงินที่มีมากขึ้น ต่างกับคนจะจนที่จะสะสมของใช้เห็นอะไรลดราคาก็ซื้อมาไว้ โดยเฉพาะของใช้ฟุ่มเฟือยและใช้เงินไปกับอบายมุขและการพนันต่างๆ

ตัวอย่างนิสัยทั้ง 7 ข้อนี้อาจจะไม่ใช่กฎที่จะตัดสินได้ว่า คุณทำแบบนั้นแล้วจะจนหรือจะรวยได้เสมอไปนะครับ อย่างที่บอกแล้วว่า มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีพร้อมด้วยปัจจัยหลายอย่าง


ที่มา:https://moneyhub.in.th/article/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99/

อยากเป็นเศรษฐี ต้องรู้จักเคล็ดลับการบริหารเงิน

|0 ความคิดเห็น
อยากเป็นเศรษฐี ต้องรู้จักเคล็ดลับการบริหารเงิน

วันนี้คุณสามารถที่จะเป็นคนที่เต็มไปด้วยความพร้อม มีหน้ามีตา มีการเงินที่ดี ที่รองรับการใช้งานได้อย่างที่บอกได้เลยว่าชีวิตมีความสงบสุขเป็นที่สุดแล้วนั่นเอง เพราะวันนี้ไม่มีอะไรที่ดี และสมบูรณ์แบบไปกว่าการที่คุณได้มีเงินไว้เพียงพอต่อการใช้จ่ายไปตลอดชีวิต และบั้นปลายชีวิตคุณนั้นจะไม่พบกับความลำบากจัดได้เลยว่าชีวิตดี แสนจะแฮปปี้กันเลยทีเดียว

ดังนั้นวันนี้เรามาเริ่มต้นในการเก็บออมเงินกันดีกว่านะคะ เพื่อชีวิตที่ดี อนาคตวันข้างหน้าที่ไม่ลำบาก มีเงินใช้จ่ายอย่างพอเพียง และมีความมั่นคงของชีวิต แต่ทั้งนี้เชื่อได้เลยว่าหลายคนในที่นี่มีจำนวนไม่น้อยเลยที่อยากจะเป็นเศรษฐี แต่เดินไปได้เพียงครึ่งทางเท่านั้นก็เกิดความท้อ และไม่อยากที่จะเดินต่อไป

ดังนั้นเราจึงมีวิธีการที่ดีๆ รวมไปถึงเทคนิคใน บริหารเงินให้รวย การสร้างเงิน และทำให้ตัวเองเป็นเศรษฐีได้ไม่ยากมาฝากกันนะคะ ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการที่คุณจะได้นำไปดัดแปลง หรือแก้ไขใช้กับตัวคุณนั่นเอง

มาดูเคล็ดลับบริหารเงินให้รวย เป็นเศรษฐี ที่ทางเราเอามาฝากกัน เชื่อได้เลยว่ามีประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่น้อยเลยนั่นเอง

1. สร้างจิตสำนึก
ก่อนอื่นก่อนที่คุณจะทำการเก็บเงินต้องสร้างจิตสำนึกในการรู้คุณค่าของเงินเสียก่อน โดยต้องพึงคิดเสมอว่า เงินทองเป็นของมีค่า ต้องใส่ใจอย่างจริงจังตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในแต่ละเดือนคุณจะ "เหลือเก็บก่อนค่อยเอาไปใช้ หรือ เหลือจ่ายก่อนค่อยเอาไปเก็บ" ซึ่งจัดได้เลยว่าเป็นสมการออมเงินที่กว่าการที่เหลือจ่ายแล้วค่อยนำมาเก็บเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อเถอะว่าถ้ารอให้เงินเหลือจากการใช้จ่ายนั้นเป็นส่วนน้อยมากๆเลย

ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ หักเงินออมไว้ก่อน ที่เหลือจึงนำไปใช้จ่าย เพื่อกันเงินสำหรับการเก็บออมอย่างสม่ำเสมอในแต่ละเดือน แต่สำหรับคนที่มองหาความมั่งคั่ง สมการแบบนี้ก็ยังไม่เพียงพอ ต้องเลือกใช้สมการเศรษฐี นั่นคือรายได้ - เงินออม - เงินลงทุน = รายจ่าย โดยหลังหักเงินออมแล้ว ยังต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับลงทุนด้วย เพื่อให้เงินทำงาน เงินทองจะได้งอกเงยยิ่งๆ ขึ้นไป

2. ยิ่งเริ่มต้นลงทุนเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งรวยเร็วขึ้นเท่านั้น
มันคงดีไม่น้อยหากคุณคิดจะเริ่มต้น และตั้งหลักได้ด้วยเวลาที่แสนสั้นและรวดเร็ว ยิ่งเรามีการจัดการที่ดีตั้งแต่อายุน้อยๆเชื่อได้เลยว่าจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะว่าระยะเวลามีผลต่อผลตอบแทนในการลงทุน"ยิ่งเริ่มต้นลงทุนเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งรวยเร็วขึ้นเท่านั้น"

ถ้าคุณเริ่มต้นออมเงินและลงทุนตั้งแต่วันนี้ คุณมีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าเร็วขึ้น โดยระยะเวลาการลงทุนเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับการได้รับผลตอบแทน เพราะยิ่งออมหรือลงทุนนานกว่า ก็รับผลตอบแทนที่มากกว่า และที่สำคัญต้องอย่าผัดวันประกันพรุ่งสำหรับการบริหารจัดการเงิน

3. รู้จักตนเองก่อนลงทุน
สำรวจตัวเองว่าคุณยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนได้มากน้อยเพียงใด ปัจจุบันสถาบันการเงินต่างๆ มีแบบทดสอบวัดระดับความเสี่ยงสำหรับลูกค้าก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อเลือกวัดระดับความเสี่ยงที่ลูกค้าแต่ละรายจะยอมรับได้ และเลือกประเภทการลงทุนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายในการลงทุนของแต่ละบุคคล

4. ระวังความเสี่ยง
ผลตอบแทนมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงผลตอบแทนของการลงทุนแต่ละประเภทแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง การลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนย่อมน้อยตาม แต่หากลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ก็อาจได้ผลตอบแทนที่สูงตามไปด้วยเช่นกัน แต่มีข้อพึงระวังว่าการลงทุนแบบนี้ก็เสี่ยงต่อโอกาสการขาดทุนได้เช่นเดียวกัน

5. มีแผนการรับมือ
ในการลงทุนแต่ละครั้งต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเสมอ และควรที่จะหาแนวทางแก้ไข้ หรือการป้องกัน หรืออาจเป็นแผนการรับมือไว้ล่วงหน้าด้วยก็ดีไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่เคล็ดลับในการลงทุนที่สำคัญที่สุดเลยนั่นคือ ลงทุนอย่างเหมาะสมอย่าลงทุนกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียวเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูง

เพราะนั่นหมายถึงคุณมีความเสี่ยงที่สูงมากในกรณีที่เกิดการขาดทุน แต่การจัดสรรพอร์ตการลงทุนโดยลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม ในระดับที่มีความเสี่ยงน้อยไปถึงมาก จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้

6. ศึกษาการลงทุนให้รอบคอบ
ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าการลงทุนนั้นมักจะมากับความเสี่ยงเสมอ ดังนั้นหากคุณต้องการทีจะห่างไกลกับคำว่าเสี่ยง ต้องทำการศึกษาระบบการลงทุนให้รอบคอบก่อนที่จะทำการลงทุนกันเสียก่อน โดยอาจเป็นการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการลงทุน

"การลงทุนมีความเสี่ยง" โดยเฉพาะถ้าลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนและให้ผลตอบแทนที่สูง จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ มีข้อมูลรอบด้าน และมีการวางแผนจัดการที่ดี เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้องแม่นยำ หากไม่มั่นใจให้เลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน หรือผู้จัดการการเงินส่วนบุคคล

ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนไม่ผิดพลาด และจะช่วยวาง แผนการเงินให้สอดคล้องกับความต้องการและเป้าหมายในชีวิต เพื่อปูทางสู่อนาคตทางการเงินที่สดใสของคุณไงล่ะ

เป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยทีเดียวหากคุณต้องการที่จะเก็บออมเงินนั้น คือใจรักที่จะเก็บ และความเข้มแข็งที่บอกได้เลยว่าหากมีสองอย่างนี้อยู่ในตัวรับรองได้เลยว่าคุณจะเดินทางไปถึงฝั่งไม่ยากเลย

ที่มา: http://money.sanook.com/357749/

ไขข้อข้องใจการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต เมื่อรู้แล้วคุณต้องอึ้ง!!

|0 ความคิดเห็น

การคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่แท้จริง และข้อควรระวังในการใช้บัตรเครดิต


ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าจำนวนบัตรเครดิต มีมากกว่า 20 ล้านใบ แสดงถึงความนิยมในการใช้บัตรเครดิตอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบัน ถึงกระนั้น ก็ยังมีผู้บริโภคจำนวนมากที่ไม่ทราบหรือมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาหนี้สะสมตามมาได้ ในฐานะผู้ใช้บัตรเครดิต จึงสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงเงื่อนไขและข้อกำหนดในการใช้ต่างๆ

ความเข้าใจผิดอันดับต้นๆ ของผู้ใช้เกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตคือ 1. คิดว่าดอกเบี้ยถูกคำนวณจากยอดที่เหลือจากการชำระขั้นต่ำ และ 2. คิดว่าดอกเบี้ยเริ่มถูกคำนวณจากวันครบกำหนดชำระ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ในความเป็นจริงแล้ว ดอกเบี้ยจากการชำระยอดค่าใช้จ่ายแบบไม่เต็มจำนวนจะถูกแบ่งคำนวณเป็นสองส่วน คือ

(๑) ดอกเบี้ยส่วนแรก: 20% คิดจากยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่วันที่บันทึกรายการจนถึงวันสรุปยอดค่าใช้จ่าย 

(๒) ดอกเบี้ยส่วนที่สอง: 20% คิดจากยอดคงค้าง ตั้งแต่วันที่ทำการชำระขั้นต่ำจนถึงวันสรุปยอดค่าใช้จ่ายเดือนถัดไป

ตัวอย่างเช่น หากบัตรสรุปยอดทุกวันที่ 25 และกำหนดชำระทุกวันที่ 9 ของเดือนถัดไป หากท่านมียอดค่าใช้จ่าย 12,000 บาทในวันที่ 13 ต.ค. และเลือกชำระขั้นต่ำ 1,200 บาทในวันที่ 9 พ.ย. ดอกเบี้ยสำหรับรอบบิลถัดไป (9 ธ.ค.) จะถูกคำนวณดังนี้

(1) ยอดรวม 12,000 บาท x ดอกเบี้ย 20% x 13 วัน / 365 = 85.48 บาท (ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. – 25 ต.ค.)

(๒) ยอดคงค้าง 10,800 บาท x ดอกเบี้ย 20% x 17 วัน / 365 = 100.60 บาท (ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. – 25 พ.ย.)
ดังนั้น ยอดที่จะถูกเรียกเก็บทั้งสิ้นคือ 10,800 + 85.48 + 100.60 = 10,986.08 บาท รวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย 186.08 บาท

นอกจากการศึกษาวิธีคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่แท้จริงแล้ว ผู้ใช้บัตรยังควรพึงระวังถึงเรื่องต่อไปนี้

1. ควรชำระยอดค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนทุกครั้ง เพื่อไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่สะสมไปทุกๆ รอบบิล จะส่งผลให้เป็นเกิดหนี้ก้อนใหญ่ในท้ายที่สุดจนไม่สามารถจัดการชำระได้
2. หากไม่สามารถชำระเต็มจำนวนได้ ให้เลือกชำระขั้นต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะทำให้ถูกเก็บค่าธรรมเนียมในการติดตามทวงถาม นอกจากนั้นหากผู้ใช้ขาดชำระติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน อาจถูกตัดสิทธิ์การใช้บัตรและถูกฟ้องร้องต่อไป
3. หลายท่านเลือกชำระเงินให้น้อยที่สุดที่จำนวนขั้นต่ำ เพราะคิดว่าถึงอย่างไรดอกเบี้ยส่วนแรกก็ต้องคำนวณจากยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ดี แต่ที่จริงแล้ว ยิ่งชำระมากเท่าไหร่ ดอกเบี้ยในส่วนที่สองก็จะลดมากตามไปด้วย
4. ควรกันเงินสดไว้หลังการใช้บัตรทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินเพียงพอสำหรับการชำระเต็มจำนวน
5. ใช้บัตรเครดิตอย่างรู้ทันและมีสติ ควรถามตัวเองทุกครั้งก่อนการรูดบัตรว่าจะสามารถนำเงินมาชำระหนี้แบบเต็มจำนวนได้หรือไม่ เลือกใช้บัตรแทนการจ่ายเงินสดเพราะอะไร และจะได้รับสิทธิ

การไม่เป็นหนี้เป็นลาภอันประเสร็ฐ หลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องฉลาดในการใช้บัตรเครดิตครับ

ไปหน้าแรก  การออมเงินให้ได้ล้าน


"หนี้สิน" ปัญหาใหญ่ที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม

|0 ความคิดเห็น

"หนี้สิน" ปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม ประชาชนส่วนใหญ่กว่า 87.8% ประสบปัญหาภาวะชำระหนี้ล้นพ้นตัว

หนี้สิน วิธีการปลดหนี้

"ไม่มีหนี้ ก็ไม่มีหน้า" เป็นคำพูดของคนหลาย ๆ คนที่ยึดติดอยู่กับวัตถุนิยม ยกย่องคนที่มีวัตถุทรัพย์สินเยอะ ๆ ว่าเป็นคนรวย เป็นคนมั่งมี หรือเป็นคนที่มีรสนิยม แต่บางครั้งเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่า ภายใต้สิ่งของและการได้มาเหล่านั้น อาจจะเป็นการกู้หนี้ยืมสิน เขามาซื้อทั้งนั้น 

จากการสำรวจของหอการค้าไทย เผย ผลสำรวจสถานภาพหนี้ภาคครัวเรือน พบว่า ปชช.ส่วนใหญ่ ไม่มีการเก็บออมเงินต่อเดือน ร้อยละ 80.2 ระบุว่ามีหนี้สิน ซึ่งเป็นทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ขณะที่ ปชช.ร้อยละ 87.8 เคยมีปัญหาในการชำระหนี้ ...

น.ส.อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานภาพหนี้ภาคครัวเรือนจากประชาชนทั่วประเทศ 1,200 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึง 67.3% ระบุว่าไม่มีการเก็บออมเงินต่อเดือน ขณะที่อีก 32.7% มีการเก็บออม โดยกลุ่มที่มีการเก็บออมเงินนั้น ส่วนใหญ่เป็นการออมเงิน 10-20% ของจำนวนรายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน

ส่วนในด้านรายจ่ายนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 40% ระบุว่า มีมูลค่าการใช้จ่ายเท่ากับรายได้ที่ได้รับ ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 32.2% ระบุว่า มีมูลค่าการใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่ได้รับ และอีก 27.8% ระบุว่า มีมูลค่าการใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ที่ได้รับ โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีมูลค่าการใช้จ่ายในปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เป็นเพราะราคาของแพงขึ้น, มีภาระหนี้มากขึ้น และรายได้ที่ได้รับน้อยลง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 77.8% ระบุว่าค่าครองชีพในปัจจุบันสูงขึ้นไป ขณะที่ 17.5% ระบุว่าเหมาะสม โดยมีเพียงกลุ่มตัวอย่าง 4.8% ที่ระบุว่าค่าครองชีพในปัจจุบันต่ำเกินไป

ส่วนในด้านหนี้สินครัวเรือนนั้น พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึง 80.2% ระบุว่ามีหนี้สิน โดยมีเพียง 19.8% ที่ระบุว่าไม่มีหนี้สิน ซึ่งพบว่าการก่อหนี้ของกลุ่มตัวอย่างนั้นส่วนใหญ่ 42.1% มีทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ส่วน 30.5% มีเฉพาะหนี้นอกระบบ และอีก 27.4% มีเฉพาะหนี้ในระบบ

ทั้งนี้ คิดเป็นจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 248,000 บาท/ต่อครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 13.16% หรือคิดเป็นการผ่อนชำระเฉลี่ย 14,033 บาท/เดือน โดยสาเหตุสำคัญ 5 อันดับแรกที่ทำให้มีหนี้สินเพิ่มจากปีก่อน คือ รายได้ลดลง, ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น, ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายจากภัยธรรมชาติ, มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมาก และค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน

ขณะที่ วัตถุประสงค์สำคัญ 5 อันดับแรก ที่ทำให้กลุ่มตัวอย่างจำเป็นต้องมีการกู้ยืม คือ กู้ยืมเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รองลงมา คือ กู้ยืมเพื่อซื้อสินทรัพย์, กู้ยืมเพื่อการลงทุนประกอบธุรกิจ, การกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย และกู้ยืมเพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต

พร้อมกันนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึง 87.8% ยังระบุว่าในรอบปี ที่ผ่านมาเคยมีปัญหาในการชำระหนี้ โดยมีเพียง 12.2% เท่านั้นที่ระบุว่าไม่เคยมีปัญหา อย่างไรก็ดี หากไม่สามารถชำระหนี้ได้นั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า จะไปกู้ยืมเงินจากที่อื่นมาชำระคืนก่อน รองลงมา จะขอผ่อนผันจากเจ้าหนี้, ปล่อยให้ยึดสิ่งของไป และหลบหนี้

ดังนั้น จึงอยากให้คุณผู้อ่านที่กำลังจะสร้างหนี้ หรือเป็นหนี้อยู่ ณ ตอนนี้ ได้ตระหนักถึงมหัตภัยของการเป็นหนี้ ว่ามันรุนแรงมากมายขนาดไหน และหากเป็นไปได้ ต้องพยายามปลดหนี้ที่มีอยู่ให้สำเร็จโดยเร็วทีุ่่สุด เมื่อทำได้ และวันนั้นมาถึง คุณจะรู้ว่า ชีวิตของการไม่มีหนี้ การไม่ต้องหลบหน้าเจ้าหนี้ และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าเป็นเช่นไร 

ขอให้ทุกท่านที่กำลังเป็นหนี้อยู่ จงปลดหนี้ไ้ด้ในเร็ววันครับ...

ไปหน้าแรก  การออมและการลงทุน



เรียบเรียงบทความบางส่วนจาก ไทยรัฐ

เผยเคล็ดลับดี ๆ ในการออมเงินของคนรวย เขาทำกันอย่างไร?

|0 ความคิดเห็น
เทคนิคการออมและการลงทุน

เป็นใคร ใครก็อยากมีเงินเยอะๆ จริงไหมครับ หากคุณเคยสงสัยว่าคนรวยเขาทำยังไง ทั้งมีเงิน ทั้งประสบความสำเร็จ เราได้รวบรวมวิธีการออมเงิน ของคนรวย มาฝากในบทความนี้ จริงๆ แล้ววิธีการก็ไม่ได้ยากนะครับ แต่การมีวินัย และทำให้ได้อย่างที่ตั้งใจนั้นยากกว่าครับ มาดูกันเลยครับว่า วิธีการออมเงิน ของคนรวยมีอะไรกันบ้าง

1. ระวังค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ
คนเรามักจะระแวงการลงทุนใหญ่ๆ การซื้ออะไรแพงๆ แต่เรามักไม่ค่อยระวังกับการใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ แต่จริงๆ แล้วรายจ่ายๆเล็กๆ น้อยๆ นี่ล่ะที่ถ้าหลวมตัวแล้ว จะกลายเป็นเงินจำนวนมหาศาลได้เลยนะครับ

“ลองสำรวจดูว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรที่ตัดออกไปได้บ้าง เพราะคุณจะออมเงินจากตรงนั้นได้เยอะเลย”
- ซูซี ออร์แมน: หญิงผู้พลิกชะตาชีวิตตัวเองจากสาวเสิร์ฟ กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในโลกการเงินส่วนบุคคลของสหรัฐอเมริกา

2. แยกแยะรายรับรายจ่าย
มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมากมายที่เราต้องรับผิดชอบจนเผลอๆ อาจไม่มีเงินเก็บถ้าไม่วางแผนการเงินและงบประมาณการใช้จ่าย พวกรายรับ รายจ่าย ให้ดีๆ คนมีเงินรู้เสมอว่าเงินที่ได้มามาจากไหน และเงินที่จ่ายไป จ่ายกับอะไรบ้าง คุณอาจจะหาแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนที่จะช่วยคุณติดตามการใช้จ่ายของตนเอง หรือจะใช้โปรแกรม Excel ก็ได้

“งบประมาณการใช้จ่ายเป็นสิ่งที่บอกว่า เงินของคุณจะจ่ายไปกับอะไรบ้าง แทนที่จะทำให้คุณสงสัยทีหลังว่า เงินหายไปไหน”
- จอห์น ซี แม็กซ์เวลล์: กูรูทางด้านการสร้างภาวะผู้นำอันดับ 1 ของโลก

3. ขยัน
คนอาจมองว่าคนรวยวันๆ คงไม่ทำอะไรนอกจากสนุกไปวันๆ แต่ความจริงแล้ว พวกเขาทำงานหนักกว่าคนทั่วไปเสียอีก ดังนั้น พยายามเพิ่มรายได้ และเมื่อทำสำเร็จแล้ว ลองออมเงินจำนวนหนึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยทำมาก่อน

“ฉันชอบธุรกิจ และอันที่จริง ฉันออมเงินได้มากกว่าที่ใช้จ่ายเสียอีก ฉันนำเงินไปลงทุน วางแผนให้กับอนาคต มองหาโอกาสในชีวิตอยู่เสมอ และขยันทำงานกว่าที่หลายๆ คนคิดเสียอีก”
- โซเฟีย เวอร์การา: ดาราหน้าสวยคมที่โด่งดังจากซีรี่ย์ยอดฮิต Modern Family

4. ออมเงินรายได้เยอะๆ
นอกจากนี้ คนยังชอบมองว่าคนรวยใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายด้วย ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะอย่างนี้เขาเลยมีเงินไงล่ะ พวกเขาออมเงินส่วนหนึ่งจากรายได้เสมอ ดังนั้น ออมเงินจากรายได้ให้มากๆ นะครับ คุณจะได้มั่นใจว่าจะไม่ต้องเจอสถาการณ์เงินหมดกระเป๋า

“ออมเงินหนึ่งในสาม ใช้เองหนึ่งในสาม และบริจาคหนึ่งในสาม”
- แองเจลินา โจลี: จากดาราหนังฟอร์มยักษ์ สู่การรับหน้าที่เป็นทูตสันถวไมตรีของสหประชาชาติ

5. โฟกัสที่อนาคต
เป็นไหมครับ เวลาเจออะไรที่ชอบแล้ว เงินมักจะลอยไปง่ายๆ ทุกที และสุดท้ายแล้ว คุณจะไม่เหลือเงินเก็บแม้จะรายได้ดีก็ตาม ให้เปลี่ยนจากการคิดถึงความสุขแค่ปัจจุบันแล้วโฟกัสไปที่อนาคตแทน

“ตอนหนุ่มๆ ไม่มีเงิน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เมื่อแก่ตัวลง ไม่มีเงินไม่ได้แน่”
- เทนเนสซี วิลเลียม: นักเขียนนวนิยายและเรื่องสั้นคนสำคัญชาวอเมริกัน

6. อย่าซื้อของไม่จำเป็นเพื่ออวดคนอื่น
ใครๆ ก็อยากมีของใช้ดีๆ ให้คนอื่นเห็น แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ต้องตั้งลิมิตให้กับตัวเองนะครับ คุณควรซื้อแค่ของที่จำเป็น ไม่ใช่ซื้อของเพื่อให้ตัวเองดูดีอย่างเดียว

“หยุดซื้อของที่ไม่จำเป็นเพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนที่คุณไม่ได้ชอบเสียด้วยซ้ำ”
- ซูซี ออร์แมน: หนังสือ รู้แล้วรวย บทเรียนชีวิต หลักคิดเรื่องเงิน

7. อย่าปล่อยช่วงเซลให้เสียเปล่า
คนรวยเองก็ชอบใช้เงินให้เกิดคุณค่าสูงสุดเหมือนเราๆ นี่แหละครับ โดยวิธีที่พวกเขาใช้คือ การหาข้อเสนอที่ดีที่สุด การต่อรองราคา และการใช้ช่วงลดราคาให้เป็นประโยชน์

“จะจ่ายแพงไปทำไมในเมื่อคนอื่นไม่เห็นต้องจ่ายขนาดนั้นเลย”
- ซาร่าห์ มิเชล เกลล่าร์: นักแสดงจากทีวีซีรี่ส์ The Crazy Ones และ Buffy: The Vampire Slayer

8. นำเงินเก็บไปลงทุนอย่างชาญฉลาด
เรามักจะมองข้ามเงินจำนวนเล็กๆ น้อยๆ แต่หารู้ไม่ว่าหากนำเงินเหล่านั้นมารวมกันจะได้เป็นเงินจำนวนมาก หากคุณนำเงินไปลงทุนอย่างเหมาะสม คุณจะทึ่งกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

“เงินจำนวนนิดๆ หน่อยๆ บวกกับดอกเบี้ย สั่งสมไปเรื่อยๆ ทำอย่างนี้แล้วคุณจะประสบความสำเร็จ คุณอาจจะต้องผ่านการฝึกฝนหน่อยเพื่อฝ่าเศรษฐกิจอย่างนี้ แต่เมื่อคุณเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว คุณจะพบว่า การเก็บออมเงินด้วยเหตุผล มอบความสุขให้คุณได้มากกว่าการใช้จ่ายเงินอย่างไร้เหตุผลเสียอีก”
- พี.ที. บาร์นัม: ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโชว์แสดงของแปลก เจ้าของวลีดัง “มีคนโง่เกิดมาทุกนาที” ซึ่งหมายถึงคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อชมสิ่งหลอกลวง

9. ใช้สูตรมิลเลนเนียล
ปกติคนเรามักจะออมเงินในส่วนที่เหลือหลังจากใช้จ่ายกับสิ่งที่จำเป็นแล้ว ในขณะที่คนมีเงินทำตรงกันข้าม เราเรียกวิธีนี้ว่า “สูตรมิลเลนเนียล”
วิธีการก็คือ หลังจากเงินเดือนออกแล้ว ให้นำเงินส่วนหนึ่งแยกไว้เพื่อนำไปมอบให้แก่ชุมชนหรือบริจาค และอีกส่วนหนึ่งสำหรับการลงทุนเพื่อเป้าหมายทางการเงินของคุณเอง ส่วนเงินที่เหลือ ให้เอาไว้ใช้จ่าย

“อย่าออมเงินเท่าที่เหลือหลังจากใช้ไปแล้ว ให้ใช้เงินเท่าที่เหลือจากการออม”
- วอร์เรน บัฟเฟตต์: เป็นนักทำเงินจากการลงทุนที่เก่งที่สุดในโลก

10. ปิดรูรั่ว
คนรวยไม่เสียเงินให้กับค่าธรรมเนียมที่ไม่จำเป็น พวกเขาระมัดระวังกับการเก็บเงินค่าบริการและค่าธรรมเนียมที่หลีกเลี่ยงได้เสมอ

“ระวังค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ให้ดี เพราะแค่รูรั่วเล็กๆ สามารถจมเรือลำมหึมาได้”
- เบนจามิน แฟรงคลิน: รัฐบุรุษคนสำคัญของสหรัฐอเมริกา และนักวิทยาศาสตร์ ผู้ค้นพบประจุไฟฟ้า ในชั้นบรรยากาศ รวมทั้งผลงานการประดิษฐ์สายล่อฟ้า

หวังว่าทั้ง 10 วิธีนี้คงจะเป็นแนวทางในการเริ่มต้นการออมเงินให้กับคุณผู้อ่านได้บ้างนะครับ อย่างไรก็ตาม การออมเงินนั้นเป็นสิ่งที่ดี เคล็ดลับสำคัญที่สุดคือ "เมื่อได้รับเงินมา ให้หักออมก่อน ที่เหลือค่อยเอามาใช้จ่าย" ถ้าทำได้ตามนี้รับรองว่า ชีวิตจะไม่มีทางยากจนอย่างแน่นอนครับ ฟันธง!!!

ไปหน้าแรก  การออมและการลงทุน



ลงทุนหุ้นง่าย ๆ สไตล์มนุษย์เงินเดือน ด้วยการออมหุ้นแบบ DCA

|0 ความคิดเห็น
อะไรคือการลงทุนออมหุ้นแบบ DCA? มาทำความรู้จักการออมหุ้นแบบ DCA กันดีกว่าครับ


การออมและการลงทุนหุ้นแบบ DCA

จริงๆ แล้ว เรียกว่าออมเงินคงไม่ถูก เพราะมันคือการออมหุ้นเสียมากกว่า โดยคำว่า DCA มาจากคำว่า Dollar Cost Average เพราะ การออมหุ้นแบบนี้ เป็นการลงทุนแบบราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือไม่สนใจราคาของหุ้นบนกระดานเลยในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยคุณจะทำการออมหุ้น หรือซื้อหุ้นด้วยเงินลงทุนเท่ากันทุกๆ เดือน เดือนไหนหุ้นราคาสูงคุณก็ซื้อหุ้นได้น้อยหน่อย เดือนไหนหุ้นราคาลดลงต่ำ คุณก็ได้หุ้นในจำนวนที่มากหน่อยถัวเฉลี่ยกันไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน บางคนไม่เลือกที่จะออมในหุ้น แต่เป็นการซื้อกองทุนแทน ซึ่งความเสี่ยงน้อยกว่า ซึ่งถ้าทำในลักษณะเดียวกันคือ แบ่งเงินมาซื้อทุกเดือนเท่ากัน ไม่สนใจราคาหน่วยลงทุน ก็เรียกว่าการออมเงินแบบ DCA ทั้งสิ้น

ชักเริ่มจะสนใจแล้วสิ แล้วจะมีขั้นตอนการออมหุ้นอย่างไร?

ประการแรก ง่ายๆ ที่สุดก็คือ คุณเริ่มจากการสำรวจตัวคุณเอง และสถานะการเงินของคุณว่าคุณต้องการจะออมเท่าไหร่ ซึ่งควรเป็นเงินที่เหลือจากการทำบัญชีรายรับรายจ่ายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็เพียงการเปลี่ยนจากการฝากในบัญชีเงินฝาก มาเป็นการออมในหุ้นแทน แต่สิ่งที่คุณต้องพึงระวังก็คือ สภาพคล่องของการออมแบบนี้จะน้อยกว่าการออมเงินฝากมาก ทางทีดีคุณควรมีเงินกันไว้อีกส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า กองทุนฉุกเฉิน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 3-6 เท่า ของเงินเดือน เพื่อที่ว่า หากวันหนึ่งคุณต้องใช้เงินก้อน อาจจะเพื่อค่ารักษาพยาบาล เกิดอุบัติเหตุ หรือ ตกงานกะทันหัน คุณจะได้ไม่ขัดสนและต้องรีบขายหุ้นที่คุณออมไว้ออกมา

ประการที่สอง เมื่อคุณตัดสินใจได้แล้วว่าคุณจะออมเท่าไหร่ต่อเดือน อาทิ 15,000 บาท ต่อเดือน คุณก็ถึงเวลาเปิดบริการกับโบรกเกอร์ที่เดี๋ยวนี้ีให้บริการในลักษณะนี้มาก ขึ้น คือสามารถกำหนดเม็ดเงินลงทุนได้ตามต้องการ ต่อมาคุณก็เลือกหุ้น และจัดพอร์ทของคุณเอง ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ความรู้ ความสามารถของคุณจากการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ แต่ท่าจะให้ดี คุณควรเลือกหุ้นของบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิ เลือกหุ้นประเภทอุตสาหกรรมซักสองสามตัว ที่คุณจะสามารถคาดการณ์ผลประกอบการได้จากพฤติกรรมของผู้บริโภค ลงทุนเท่ากันไปทุกเดือน หากสิ้นปี หรือขึ้นปีใหม่ รายได้เพิ่ม จะเพิ่มจำนวนเงินลงทุนในแต่ละเดือน ก็สามารถทำได้

ประการที่สาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการออมแบบ DCA คือ การมีวินัย โดยคุณจะต้องมีวันและเวลาออมหุ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกทุกวันที่เท่าไหร่ของเดือนก็ว่าไป คุณจะไม่มีการเช็คราคาหุ้น พอวันนี้หุ้นตกค่อยซื้อ หุ้นขึ้นค่อยขาย ไม่มี คุณจะไม่มีการ Cut loss เหมือนพวกเล่นหุ้นปกติ ไม่มีการสนใจค่า P/E หรือ อัตราส่วนของราคาต่อความสามารถในการทำกำไรของหุ้นตัวนั้นๆ เพราะอะไร เพราะการออมแบบนี้เราจะเน้นที่การเฉลี่ยความเสี่ยงไปเรียบร้อยแล้ว และการเลือกซื้อของเรา เราซื้อตัวที่มีแนวโน้มเติบโตเป็นทุนดิม นอกจากนี้เรายังได้ประโยชน์จากเงินปันผลที่ก่อให้เกิดรายได้กับพอร์ทของเรา อีกด้วย
แล้วทำไมจึงเหมาะกับมนุษย์เงินเดือน?

คำตอบคงอยู่ที่ การที่มนุษย์เงินเดือน เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ประจำเท่ากันทุกเดือน และการที่คุณมีรายได้ประจำนั้น ประโยชน์ของมันอยู่ที่ การที่คุณสามารถบริหารการเงินได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มีรายได้ประจำ คุณกำหนดได้ว่า รายจ่ายต่อเดือนควรเป็นเท่าไหร่ ควรจะเหลือออมเท่าไหร่ เป็นต้น เพราะฉะนั้น คุณควรใช้ประโยชน์ตรงนี้ในการสร้างอิสรภาพทางการเงินในระยะยาวต่อไป

ไปหน้าแรก การออมและการลงทุน




ที่มาบทความ http://www.moneyguru.co.th

มาตรวจสุขภาพทางการเงินของคุณ ว่าน่าห่วงหรือเปล่า?

|0 ความคิดเห็น
สวัสดีครับ เพื่อน ๆ คุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้โอกาสดี ขอนำเอาแนวคิดการตรวจสุขภาพฐานะทางการเงิน มาแนะนำให้กับเพื่อน ๆ กันครับ เพื่อน ๆ ลองสำรวจดูว่ามีข้อไหนตรงกับสภาพปัจจุบันของเราหรือเปล่า ถ้ามีก็ต้องรีบแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ นะครับ ชีวิตจะได้มีความสุข มาดูกันเลยครับ

การวางแผนการเงินส่วนบุคคล และการออมเงิน

สุขภาพทางการเงินของคุณเป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่า???

1. ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บในบัญชี  ถึงแม้สถานภาพทางการเงินของคุณจะอยู่ในระดับที่ “ไม่น่าเป็นห่วง” แต่วันหนึ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเรื่องยุ่งยากทางการเงินคุณอาจแย่ก็ได้ 

2. พกบัตรเครดิตมากกว่าห้าใบ บัตรเครดิตเป็นแหล่งเพาะหนี้ชั้นดี และยิ่งมีมากก็อาจยิ่งทำให้สถานะการเงินของคุณกลับย่ำแย่ได้
     
3. ผ่อนชำระบัตรเครดิตตามยอดหนี้ขั้นต่ำ การ ชำระแค่ขั้นต่ำเท่ากับการเริ่มต้นสะสมหนี้อย่างเป็นทางการ ยิ่งถ้าทำแบบนี้ทุกๆ เดือน คราวนี้ก็เตรียมเปิดประตูรอรับหนี้ก้อนโตได้เลย
     
4. ยืมเงินจากเจ้าหนี้รายใหม่มาชำระเจ้าหนี้รายเดิม หรือกู้เงินก้อนใหม่มาโปะหนี้ก้อนเก่า
     
5. ถูกเรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่ม เมื่อ การชำระหนี้เริ่มไม่ปกติ สิ่งที่คุณอาจจะเจอคือถูกเรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่ม หรือถูกขอให้มีผู้กู้ร่วมจากสถาบันการเงิน เพราะความสามารถในการชำระหนี้ของคุณลดลง
    
 6. ส่งค่างวดผ่อนบ้าน-รถช้า การส่งค่างวดบ้านและรถล่าช้ากระทบถึงเครดิตทางการเงินในระยะยาวของคุณ แต่ถ้าสุขภาพการเงินกำลังย่ำแย่มากๆ ใครจะมีปัญญาส่งล่ะ
     
7. ต้องยอมขายหุ้นทั้งที่ยังขาดทุน ถ้าคุณลงทุนหุ้นระยะยาวเอาไว้ แต่ต้องยอมขายแบบนี้ก็แสดงให้เห็นชัดว่า “ร้อนเงิน” และสุขภาพการเงินคงเริ่มย่ำแย่แล้วล่ะ
    
 8. ไม่สามารถประมาณการหนี้สินทั้งหมด เมื่อ ไรก็ตามที่คุณรู้สึกว่ามีหนี้รุงรังเต็มไปหมด และเริ่มจับต้นชนปลายไม่ได้ว่ามูลหนี้ทั้งหมดมีอะไรบ้าง ถึงขั้นนี้คงไม่ใช่หนี้ธรรมดาๆ แล้วล่ะ

     ถ้าใครมีอาการข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น รอช้าไม่ได้แล้ว ต้องรีบปฏิวัติตัวเองแบบบูรณาการ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วย “กฎเหล็ก 5 ประการ.... ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้” จากโครงการส่งเสริมการออมและการบริหารเงินส่วนบุคคล ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

     1. ตั้งงบก่อนใช้ ช่วยให้คุณรู้จักคิดก่อนซื้อ
     2. เปรียบเทียบก่อนซื้อ เพื่อให้ได้ของดี ราคาเหมาะสม
     3. สรุปใช้สม่ำเสมอ เห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองว่าค่าใช้จ่ายใดที่ไม่จำเป็นและพอจะตัดออกไปได้บ้าง 
     4. ใช้น้อยกว่าหาได้ ใช้จ่ายให้น้อยกว่าเงินที่หาได้เสมอ 
     5. ไม่ใช้ก็ไม่ซื้อ อย่าซื้อของเพราะโปรโมชั่นดี มีของแถม ลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ หรือเพราะเกรงใจพนักงานขาย การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ต้องแก้ที่ตัวเองครับ


ไปหน้าแรก >> การวางแผนการเงินส่วนบุคคล



กฏพื้นฐานง่าย ๆ ที่ควรจำสำหรับการออมเงินของทุกคน ตอนที่ 2

|0 ความคิดเห็น
คราวที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับกฎพื้นฐาน 4 ข้อที่จะช่วยให้ผู้เริ่มออมเงินบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ได้แก่ กฎแห่งความพร้อม กฎแห่งการออม กฎแห่งเลข 72 และกฎแห่งดอกเบี้ยทบต้น (อ่านย้อนหลังที่นี่>> กฎการออมตอนที่ 1 ) ครั้งนี้เราจะมาแนะนำกฎแห่งการลงทุนเพื่อเพิ่มพูนทรัพย์สินให้เพื่อนๆ ทำความคุ้นเคยอีก 3 ข้อ ดังนี้


1) กฎแห่งทรัพย์สิน ทรัพย์สินของคนเราแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ 
     • ทรัพย์สินสภาพคล่อง ได้แก่ เงินสด เงินออมฉุกเฉิน เงินฝากออมทรัพย์ กองทุนตลาดเงิน ฯลฯ ทรัพย์สินพวกนี้สภาพคล่องสูง เบิกถอนง่าย ความเสี่ยงต่ำมาก แต่ผลตอบแทนก็ต่ำมาก เช่นกัน เป็นทรัพย์สินที่จำเป็น เพราะช่วยบริหารความเสี่ยงยามฉุกเฉิน แต่ไม่ควรมีเงินในทรัพย์สินพวกนี้มากเกินไป มีไว้แค่ประมาณ 3 ถึง 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนก็พอ สมมติมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 6,000 บาท ก็มีเงินเก็บในบัญชีออมทรัพย์ประมาณ 18,000 ถึง 36,000 บาทก็พอ และอย่าลืมกันส่วนหนึ่งเพื่อสำรองสำหรับการชำระหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระในระยะใกล้ด้วย
     • ทรัพย์สินลงทุน ได้แก่ หุ้น กองทุนรวม ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ เป็นทรัพย์สินที่ช่วยให้เงินเรางอกเงย เพิ่มโอกาสของผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ก็ระวังความเสี่ยงที่มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน ผู้ที่มีความมั่นคงทางการเงิน จะมีทรัพย์สินประเภทนี้มาก เพราะเงินของพวกเขาจะทำงานช่วยสร้างฐานะการเงินให้มั่นคงแข็งแรงขึ้นด้วย ที่เหมาะสมเราควรมีทรัพย์สินเพิ่อการลงทุนมากกว่า 50% ของทรัพย์สินทั้งหมด 
     • ทรัพย์สินส่วนตัว ได้แก่ รถ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ เสื้อผ้า ฯลฯ มักเป็นทรัพย์สินที่ตอบสนองความต้องการและความจำเป็นของเรา แต่เป็นทรัพย์สินที่มีข้อเสียคือ ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่ไม่ให้ผลตอบแทน ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ซื้อง่าย แต่ขายยาก และมักขาดทุนเมื่อขาย ดังนั้นทรัพย์สินส่วนตัวนี้ควรมีเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เช่น รองเท้าอาจมีแค่ 2-3 คู่ก็พอ เป็นต้น แต่ทรัพย์สินส่วนตัวนี้กลับเป็นทรัพย์สินที่คนส่วนใหญ่ชอบสะสม เลยทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยร่ำรวย

2) กฎแห่งปิรามิดการลงทุน ในเรื่องการลงทุน ไม่มีอะไรที่ไม่เสี่ยง หากต้องการให้เงินต้นปลอดภัย ก็ต้องแลกกับผลตอบแทนที่ต่ำ ก็มีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ หากต้องการให้เงินเติบโตกว่าเงินเฟ้อ ก็เสี่ยงที่จะขาดทุน การลงทุนที่ผสมผสานช่วยให้เราได้ผลตอบแทนที่มากกว่าเงินเฟ้อ ขณะที่ความเสี่ยงที่จะขาดทุนเงินต้นมีน้อย ปิรามิดการลงทุนเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดสรรเงินลงทุน ที่ให้ความสำคัญแก่การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมากกว่า การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 

     1. ให้การลงทุนมีความมั่นคง ในทุกสถานการณ์ และ
     2. ให้ผลตอบแทนรวมอยู่ในเกณฑ์ดี 

     โดยฐานปิรามิด คือ ส่วนที่ใหญ่สุดของการลงทุน เป็นทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อสร้างความมั่นคงของเงินออม ส่วนยอด ปิรามิด คือ ส่วนที่สร้างผลตอบแทน ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูง จึงเป็นส่วนที่น้อยที่สุดของการลงทุน 


3) กฎแห่งการกระจายความเสี่ยง การกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ช่วยลดความเสี่ยงเสมอไป หากเป็นการกระจายการลงทุนโดยไม่วิเคราะห์ให้ดีเสียก่อน ยิ่งในภาวะที่ความผันผวนทางการเงินเป็นโลกาภิวัตน์ รุนแรงและรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ อย่างในปัจจุบัน การกระจายการลงทุนจึงต้องสอดคล้องเหมาะสมกับตัวเรา โดยพิจารณาจากศักยภาพการหารายได้ของเรา หากเรามีรายได้ที่สูงและมั่นคง เราก็สามารถมีสัดส่วนลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงได้มากกว่าคนที่มีศักยภาพการหารายได้ต่ำ การกระจายการลงทุนยังต้องสอดคล้องกับสภาวะการลงทุน ไม่มีการลงทุนในทรัพย์สินใดที่เหมาะสมกับทุกสภาวะการลงทุน ทรัพย์สินแต่ละประเภทจะเหมาะสมกับแต่ละสภาวะการลงทุนแตกต่างกัน

ดังนั้นก่อนกระจายการลงทุน เราต้องพิจารณาว่า ทรัพย์สินใดถูกผลกระทบน้อยที่สุด และทรัพย์สินใดได้ประโยชน์จากสภาวะการลงทุนที่เปลี่ยนไปมากที่สุด และเมื่อมีการผสมทรัพย์สินต่างๆเข้าในการลงทุนของเราแล้ว การเปลี่ยนแปลงของราคาทรัพย์สินต่อภาวการณ์ลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้อย่างไร และมีความเสี่ยงโดยรวมมากน้อยแค่ไหน เราสามารถรับความเสี่ยงที่จะเกิดนั้นได้หรือไม่

เมื่อทราบกฎการกระจายการลงทุนและความเสี่ยงแล้ว เพื่อนๆ ก็จะมีหลักการและความพร้อมในการเพิ่มพูนรายได้มากขึ้นครับ

ไปหน้าแรก  การออมและการลงทุน


ขอบคุณข้อมูลจาก คุณสาธิต บวรสันติสุทธิ์

กฏพื้นฐานง่าย ๆ ที่ควรจำในการเริ่มต้นออมเงินสำหรับทุกคน ตอนที่ 1

|0 ความคิดเห็น
ครั้งนี้ เราจะนำเสนอกฎมหัศจรรย์ในการช่วยให้ทุกท่านบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น โดยเริ่มจาก

     1) กฎแห่งความพร้อม การลงทุนต้องพร้อมด้วยปัจจัย 4 คือ เงิน ความรู้ ข้อมูล เวลา โดยมีสติเป็นตัวกำกับ หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง การจะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้นจะเป็นเรื่องยาก หรือ หากสำเร็จ ก็มักจะเป็นเพราะโชค หรือ ความบังเอิญ ซึ่งไม่ยั่งยืน ดังนั้น ก่อนการลงทุนใด ขอให้มั่นใจก่อนว่า เงินลงทุนนั้นสามารถลงทุนได้ในระยะยาว โดยเราไม่เดือดร้อนต้องถอนมาใช้ก่อนเวลาอันสมควร มีข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเหตุการณ์ และเรามีความรู้ เข้าใจการลงทุนนั้นอย่างดีพอ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสม สุดท้ายคือ เรารู้ว่าเป้าหมายการเงินใดต้องใช้เวลาเท่าไรในการบรรลุและเรามีเวลาการลงทุนที่มากพอสำหรับเป้าหมายนั้นๆ


การออมเงิน การลงทุน
    2) กฎแห่งการออม คนที่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเงินส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมที่คล้ายกัน คือ จะออมเงินก็ต่อเมื่อใช้จ่ายก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยออม (รายได้ – รายจ่าย = เงินออม) ซึ่งมักจะเป็นว่า ไม่ค่อยมีเงินเหลือให้ออม เหตุผลเพราะเมื่อมีเงินในกระเป๋ามาก เราก็จะมีแนวโน้มใช้จ่ายมากตามไปด้วย ดังนั้นวิธีเพิ่มเงินออมง่ายๆที่ทำได้ทันทีเลย ก็คือ เปลี่ยนความคิด เป็น มีเงินปุ๊บ ออมก่อนเลย เหลือค่อยใช้จ่าย (รายได้ – เงินออม = รายจ่าย) ตัวอย่างเช่น กฎลบสิบ คือ เมื่อมีรายได้ ให้กันเป็นเงินออมก่อน 10% เหลือค่อยใช้จ่าย หากเรามีเงินเดือนๆละ 20,000 บาท ให้กันเป็นเงินออม 2,000 บาทก่อน เหลือค่อยใช้จ่าย เท่านี้ เราก็มีเงินออมตามเป้าหมายอย่างข้อข้างบนได้แล้ว (แต่หากใครมีความสามารถออมได้มากกว่า 10% เป็น 20%, 30%, หรือ 50% ก็ยิ่งดี เพราะยิ่งออมมาก ก็ยิ่งรวยเร็ว และ รวยมาก)

     3) กฎแห่งเลข 72 คือ หลักง่ายๆ ที่จะทำให้เราทราบว่า จะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าใดที่เงินลงทุนของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ณ อัตราผลตอบแทนที่กำหนด ด้วยสูตรง่ายๆ คือ "72/อัตราผลตอบแทนที่กำหนด" ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 100 บาท ที่ผลตอบแทน 2% ต่อปี เงินเราจะเป็น 200 บาท ในเวลา 36 ปี (72/2 = 36) แต่ถ้าเราสามารถเพิ่มผลตอบแทนเป็น 4%ต่อปี ก็จะใช้เวลาแค่ 18 ปีที่เงินเราจะเป็น 200 บาท
     ในทำนองเดียวกัน เราก็สามารถหาอัตราผลตอบแทนที่เราต้องการ หากอยากให้เงินของเราเพิ่มเป็น 2 เท่าภายในระยะเวลาที่กำหนด ด้วยสูตร "72/ระยะเวลาที่ต้องการลงทุน" ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 100 บาท และเราต้องการให้เงินเราเติบโตเป็น 200 บาท ในเวลา 6 ปี ผลตอบแทนที่เราต้องการคือ 12%ต่อปี (72/6 = 12)
     กฎแห่ง 72 สามารถประยุกต์ใช้กับเรื่องเงินกู้ก็ได้ ตัวอย่างเช่น เรากู้ยืมเงินด้วยบัตรเครดิตมา 1,000 บาท เสียดอกเบี้ยเงินกู้ 18% ต่อปี (72/18) เพียง 4 ปี หนี้ 1,000 บาทของเราก็จะพอกพูนขึ้นเป็น 2,000 บาท เราคงเห็นแล้วว่าการกู้ยืมเงินโดยเฉพาะด้วยบัตรเครดิตนั้นร้ายแรงเพียงใด

     4) กฎแห่งดอกเบี้ยทบต้น Albert Einstein เคยกล่าวว่า “ความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่กว่าการค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพ, E=mc2” หากเราออมเงินเดือนละ 2000 บาทที่ดอกเบี้ย 4%ต่อปี ในเวลา 20 ปี เงินออมเราจะโตเป็น 736,000 บาท เป็นเงินต้น 480,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 256,000 บาท (ดอกเบี้ยเท่ากับ 53% ของเงินต้น)แต่หากเราเพิ่มเวลาออมเป็น 30 ปี เงินออมเราจะโตเป็น 1,400,000 บาท เป็นเงินต้น 720,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 680,000 บาท (ดอกเบี้ยเท่ากับ 94% ของเงินต้น) และที่น่าสังเกตก็คือ เราเพิ่มเวลาออมแค่ 50% (จาก 20 ปี เป็น 30 ปี) เงินออมเราเพิ่มขึ้นเกือบ 100% (จาก 736,000 บาท เป็น 1,400,000 บาท) แสดงว่ายิ่งมีเวลาออมนาน โอกาสรวยก็ยิ่งมีมากขึ้น นี่แหละคือที่มาของประโยคที่ว่า “ออมก่อน รวยกว่า” 

ครั้งหน้า เราจะมาทำความรู้จักกฎการจัดสรรปันส่วนทรัพย์สินกันครับ อย่าลืมติดตามเพื่อเป็นแนวทางให้ทุกท่านมีไอเดียในการบริหารเงินและทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดกันนะครับ

อ่านต่อตอนที่ 2 >> กฏพื้นฐานง่าย ๆ ที่ควรจำในการเริ่มต้นออมเงินสำหรับทุกคน ตอนที่ 2



การวางแผนการเงินเพื่ออนาคตสำหรับนักเรียนนักศึกษา

|0 ความคิดเห็น
ช่วงนี้เรามักจะเห็นข่าวความกังวลของภาครัฐและนักวิชาการต่างๆ เกี่ยวกับผลกระทบของปัญหาการเมืองต่อเศรษฐกิจไทยว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตในอัตราที่ต่ำมากถึงติดลบได้ถ้าสถานการณ์การเมืองยังยืดยื้อต่อไป ผลกระทบทางเศรษฐกิจนี้ย่อมกระทบทุกคน โดยเฉพาะนักศึกษาผู้ที่กำลังจบ อาจมีปัญหาในการหางานทำ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเศรษฐกิจกระทบคุณภาพชีวิตมากนัก เพื่อนๆ อาจนำข้อแนะนำจากบทความนี้ไปถ่ายทอดยังบุตรหลานที่กำลังจบการศึกษาให้เริ่มที่จะวางแผนการเงินของตนเองอย่างจริงจัง

การออม การลงทุน การวางแผนการเงิน

ถ้ากล่าวถึงนักศึกษาหลายคนอาจคิดว่า ทำไมต้องวางแผนการเงินด้วย ในเมื่อในวัยนี้ ส่วนใหญ่ยังไม่มีรายได้เลย แล้วจะวางแผนอะไร แต่จริงๆ แล้วพวกนักศึกษาเป็นอีกกลุ่มที่ต้องศึกษาเรื่องการวางแผนการเงิน ไม่ว่าคนที่ส่งเสียตนเองเรียนหนังสือ หรือแม้แต่คนที่พ่อแม่สนับสนุนเรื่องการเรียน เพราะปัจจุบันพ่อแม่โดยส่วนใหญ่ก็จะพยายามสอนลูกให้รู้จักการบริหารเงิน โดยให้เป็นเงินลูกเป็นเงินเดือน เมื่อลูกต้องบริหารการใช้จ่ายเองดังนั้น การวางแ ผนการเงินจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ

กลุ่มนักศึกษาจัดเป็นคนในกลุ่ม Gen Y (อายุ 16-30 ปี) เป็นกลุ่มที่มีพลังในตัวเองมาก สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วและพร้อมพัฒนาตนเองอยู่เสมอ กล้าแสดงออก สามารถทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน มีความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมั่นในตนเองสูง รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดี 

กลุ่ม Gen Y มีรสนิยมชอบดูแลตนเองสูง ชอบแต่งตัว เหตุผลในการซื้อสินค้าของคน Gen Y ส่วนใหญ่ใช้เหตุผลลูกผสม คือ ใช้เหตุผลผสมกับอารมณ์ที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูล พวกเขาจะหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการแต่ละชิ้น 

จากพฤติกรรมของกลุ่ม Gen Y สะท้อนมาสู่พฤติกรรมทางการเงิน ผลสำรวจพฤติกรรมทางการเงินของกลุ่ม Gen Y จากรายงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยการสนับสนุนของธนาคารกรุงศรีฯ เรื่อง “คน เจน เอ็กซ์ (Gen X) และ เจน วาย (Gen Y) กับการเก็บออมเงินและการลงทุน” เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา มีดังนี้ครับ 
     • กลุ่ม Gen Yส่วนใหญ่นิยมออมเงินในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยที่นิยมมากสุด คือ ฝากเงินกับธนาคาร รองลงมา คือ ประกันชีวิต และสลากออมสิน ตามลำดับ
     • กลุ่ม Gen Y ในสัดส่วนปานกลางออมในสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เพชร ทองคำ ฯลฯ) คือ ประมาณ 10% - 13%
     • กลุ่ม Gen Y มีเพียงส่วนน้อยที่ลงทุนในสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (ลงทุนในกองทุนประมาณ 6% และลงทุนในหุ้นประมาณ 0.3%)

ด้านการบริหารรายรับรายจ่าย
     • ควรระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยเฉพาะในทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น สังหาริมทรัพย์ ต่างๆ วิธีการบริหารรายจ่ายที่เหมาะสม คือ เริ่มด้วยการทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อจะเป็นสัญญาณในการเตือนตนเองว่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเกินไปหรือไม่
     • ควรหลีกหนีจากการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น เนื่องจากรายได้ที่จำกัด ทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ดังนั้น หากไม่มีการควบคุมรายจ่ายที่ดี จะทำให้เป็นปัญหาหนี้ได้ง่าย และปัญหาหนี้ที่พบส่วนใหญ่ในกลุ่มนักศึกษา คือ ปัญหาหนี้บัตรเครดิตจากผลสำรวจของศูนย์วิจัยเอแบค มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเมื่อปี 2556 เรื่อง "พฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตของคนเมือง" ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่ากลุ่ม Gen Y เป็นกลุ่มที่ใช้บัตรเครดิตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยคิดเป็นร้อยละ 46.7 ซึ่งหนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่คิดดอกเบี้ยสูงมากถึง 20%/ปี
     • ควรหลีกหนีจากอบายมุข โดยเฉพาะการพนัน เช่น พนันบอล ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของนักศึกษาในปัจจุบัน

ด้านการบริหารทรัพย์สิน
     • เนื่องจากยังเป็นผู้ที่ไม่มีภาระ และระยะเวลาการลงทุนนาน ความสามารถในการรับความเสี่ยง จึงควรลงทุนส่วนใหญ่ในหลักทรัพย์ที่ให้โอกาสของผลตอบแทนสูง และป้องกันผลกระทบของเงินเฟ้อได้ดี เช่น หุ้น ฯลฯ (ปัจจุบันลงทุนเพียง 6% - 8%ของเงินออมทั้งหมด)
     • ควรลดการลงทนสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น เงินฝากและพันธบัตร เหลือให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 3 -6 เดือน (ปัจจุบันมีสินทรัพย์สภาพคล่องสูงถึง 75% - 80% ของเงินออมทั้งหมด) เงินออมส่วนที่เหลือนำมาลงทุนเพื่อให้เงินออมมีโอกาสเติบโตมากขึ้นต่อไป 
     • เนื่องจากเป็นผู้ที่เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ได้เร็ว จึงควรศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุน เพื่อเป็นการสร้างรากฐานการลงทุนที่ถูกต้อง
     • โดยตัวของนักศึกษาเองก็เป็นทรัพย์สินที่สำคัญ จึงควรพัฒนาความรู้ และค้นหาศักยภาพที่แท้จริงของเรา เพื่อการทำอาชีพที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต และควรหมั่นดูแลสุขภาพเพื่อรักษาทรัพย์สินที่มีค่านี้ให้คงอยู่นานๆ

ด้านการบริหารความเสี่ยง
     • เนื่องจากพฤติกรรมของคนวัยนี้มักจะคนอง กล้าได้กล้าเสีย การทำประกันอุบัติเหตุ หรือ ประกันชีวิตแบบคุ้มครองตลอดชีพ น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เพราะให้ความคุ้มครองมากกว่า และเบี้ยประกันต่ำกว่า ทำให้มีเงินเหลือสำหรับการลงทุนเพื่ออนาคตได้มากขึ้น

ไปหน้าแรก  การออมและการลงทุน






ขอบคุณข้อมูลจาก คุณสาธิต บวรสันติสุทธิ์

สุดยอดของพลังดอกเบี้ยทบต้นที่คุณยังไม่รู้

|0 ความคิดเห็น
บทความ รวมถึงเว็บไซต์ทางด้านการเงิน การลงทุนหลายแห่งอ้างอิง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่า “สูตรคณิตศาสตร์ที่มีพลังมากที่สุด และมหัศจรรย์ที่สุดที่มีการค้นพบ คือ พลังของดอกเบี้ยทบต้น”

ปัจจุบันมีการถกเถียงกันว่าไอน์สไตน์ได้พูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ แท้จริงแล้วการรู้ว่าไอน์สไตน์หรืออัจฉริยะท่านใดจะเป็นผู้กล่าวข้อความนี้ ไม่สำคัญเท่ากับการที่เราได้เข้าใจถึงความหมายและการที่สามารถนำพลังอันมหาศาลนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างความมั่งคั่งทางการเงินของตัวเอง


เด็กทารกผู้โชคดีคนหนึ่ง ได้รับเงินเมื่อวันแรกที่ลืมตาดูโลก 1 บาท และเมื่อครบวันเกิดในปีถัดๆ ไปก็จะได้รับเงินเพิ่มอีกเท่าตัวทุกปีเมื่อครบ 1 ขวบได้รับเงินเพิ่ม 1 บาท รวมเป็น 2 บาท ในวันเกิด 2 ขวบได้รับเงินเพิ่มอีก 2 บาทรวมเป็น 4 บาท อายุ 3 ขวบก็ได้รับเงินเพิ่มอีก 4 บาทรวมเป็น 8 บาท เมื่อเด็กผู้โชคดีคนนี้ย่างเข้าอายุ 20 ปีเต็มการทบต้นแบบทวีคูณแบบนี้จะทำให้มีเงิน 1 ล้านบาท

ตัวอย่างของเด็กผู้โชคดีข้างต้น เป็นการเพิ่มขึ้นแบบทบต้นแบบเท่าตัว หรือได้รับผลตอบแทน 100% ทุกๆ ปี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการทำผลตอบแทนเท่าตัว ทุกปีในระยะยาว คงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ลองมาดูอีกตัวอย่าง แสดงตามภาพของการลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาทเป็นเวลา 30 ปี รวมต้นทุนเงินออม 360,000 บาท หากได้ผลตอบแทน 4% ต่อปี เงินจะเพิ่มเป็น 685,000 บาท หรือเกือบ 1 เท่าตัว แต่ถ้าผลตอบแทนเพิ่มเป็น 8% ต่อปี เงินจะเพิ่มเป็น 1,400,000 หรือ 3 เท่าของต้นทุนที่ออม

ทว่า หากผลตอบแทนเพิ่มเป็น 15% ต่อปี เงินจะเพิ่มเป็นถึง 5,500,000 หรือ 15 เท่าของต้นทุน นั่นคือ เงินลงทุนแค่ 1 ส่วน ผลตอบแทนทำได้ถึง 14 ส่วนดังนั้น จึงมีคำพูดให้ได้ยินบ่อยๆ ว่าคุณสามารถมีเงินเก็บเป็นล้านบาทไม่ไช่เรื่องยากเลย แค่ออมเงินเดือนละพันบาท

พลังของดอกเบี้ยทบต้น มีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นต่อปี และจำนวนปีที่ดอกเบี้ยนั้นเกิดขึ้น สำหรับผู้แสวงหาความมั่งคั่งแล้ว ส่วนประกอบดังกล่าวยิ่งมากยิ่งดี หัวใจ คือ ผลตอบแทนที่ได้รับในแต่ละปีทบเข้าไปในเงินต้น และรวมพลังกันมาออกดอกผลอย่างต่อเนื่องเป็นพลังของดอกเบี้ยทบต้นตามรอบที่หมุนไป

เห็นพลังของดอกเบี้ยทบต้นแล้ว ก็ต้องเลือกข้างให้ถูกว่าจะให้พลังอันมหัศจรรย์นี้มาเป็นพลังเสริมสร้างความมั่งคั่ง หรือในมุมกลับก็จะเป็นพลังที่มาบั่นทอนคุณภาพชีวิตของตัวเอง นั่นก็คือ การไปสร้างหนี้สินและเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาลอย่างที่ไม่ทันตั้งตัวให้แก่เจ้าหนี้

เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ควรคิดทุกครั้งก่อนที่จะก่อหนี้ โดยเฉพาะการก่อหนี้เพื่อซื้อของฟุ่มเฟือยผ่านบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อนอกระบบ เพราะคุณจะต้องต่อสู้กับพลังที่มากที่สุดในจักรวาลเลยทีเดียว

ไปหน้าแรก  การออมและการลงทุน



ที่มา วารสาร Money&Wealth

ผู้หญิงกับจุดอ่อนทางการเงินการลงทุน

|0 ความคิดเห็น
ผู้หญิงนอกจากจะมีนิสัยการใช้จ่ายเงินแตกต่างไปจากผู้ชายแล้ว ตามสถิติที่บอกว่าผู้หญิงมีอายุยืนกว่าผู้ชายก็อาจจะสรุปได้ว่า ผู้หญิงต้องการเงินมาใช้จ่ายมากกว่าผู้ชาย ในขณะที่ตัวเลขทางสถิติบอกว่า ผู้หญิงโดยเฉลี่ยทำงานหาเงินได้น้อยกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงเริ่มสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น จนมีนักเขียนหลายท่านได้ออกหนังสือที่เกี่ยวกับการลงทุน หรือไม่ก็การบริหารการเงินที่เกี่ยวกับผู้หญิงโดยเฉพาะ

ผู้เขียนเชื่อว่า มันอาจจะเป็นเพียงกลยุทธ์ในการเจาะตลาดผู้ซื้อหนังสือที่เป็นหญิงเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง การลงทุนหรือหุ้นที่จดทะเบียนในตลาด ไม่ว่าจะเป็น หุ้นปูนฯ หรือหุ้นธนาคารกรุงเทพ คงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผู้ลงทุนคนไหนเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย และต่างฝ่าย ต่างก็มีโอกาสในการทำกำไรจากการลงทุนได้เท่าๆ กัน รวมไปถึงผลประโยชน์ทางด้านภาษีที่ลงทุน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนเพื่อการเกษียณอายุ รวมทั้งประกันชีวิต ก็ล้วนแล้วแต่มีความเท่าเทียมกันทุกอย่าง


จากข้อมูลที่ได้จากการวิจัยของสถาบันที่ใช้ชื่อว่า Woman Institute for Secure Retirement และ National Center for Woman Retirement Research ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า

1. ผู้หญิงอเมริกาส่วนใหญ่ใช้เวลาร้อยละ 15 ออกจากตลาดแรงงาน เพื่อไปดูแลลูกๆ หรือพ่อแม่ที่สูงอายุ และเธอก็ต้องทำงานอีกประมาณ 5 ปี ในการที่จะหารายได้มาทดแทน 1 ปี ที่หายออกไปจากตลาดแรงงาน
2. ผู้หญิงที่เกษียณอายุจะได้รับเงินค่าเกษียณอายุ ประมาณครึ่งหนึ่งที่ผู้ชายได้รับ
3. โดยเฉลี่ยผู้หญิงจะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ชาย และเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ร้อยละ 90 ของเธอเหล่านั้นต้องใช้เงินที่มาจากการทำงานของตัวเอง

ผู้หญิงหลายคงที่ลงเอยด้วยการเป็นหม้าย หรือไม่ก็หย่าร้าง และก็ต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านการเงินโดยลำพัง ในขณะเดียวกันผู้หญิงไทยจำนวนมากไม่สนใจกับการเงิน และให้สามีเป็นฝ่ายรับผิดชอบในการหาเงินแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจจะเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเลย ซึ่งหลายคนก็อาจจะรู้ตัวดี แต่ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร เพราะคิดว่ามันจะสายเกินไปที่จะแก้ไข

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเริ่มต้นที่จะหันมามองถึงเรื่องของเงินๆ ทองๆ ในทางที่ถูกที่ควรยังคงไม่สายเกินไปอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าคุณอาจจะล่วงเข้าสู่วัยกลางคนแล้วก็ตาม

ต่อไปนี้ผู้เขียนขอเสนอคำแนะนำ ที่ได้มากหนังสือ It’s More Than Money –Its Your Life โดย Candace Bahr และ Ginita Wall ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทุกท่าน ที่ต้องการจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นในเรื่องการจัดสรรเงินและการลงทุนมาฝาก

1. ขอคำปรึกษาจากผู้ที่มีความรู้ทางด้านนี้โดยตรง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองเป็นคนที่ไม่มีความรู้ อีกทั้งในปัจจุบัน ที่ปรึกษาการลงทุน Certified Financial Planner (CFP) ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น เพราะฉะนั้น คุณอาจจะลองติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ของสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (www.tfpa.or.th)

2. การลงทุนไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เพราะในปัจจุบันมีกองทุนรวมหลายกองทุนรวมที่คุณสามารถใช้เงินแค่ 1,000 บาท ก็สามารถซื้อหน่วยลงทุนได้ และบางกองทุนก็ยังมีบริการหักเงินจากบัญชีโดยตรงได้ โดยที่คุณไม่ต้องยุ่งยากในการถอนเงินไปลงทุนด้วย

3. อย่าลืมเรื่องการทำประกัน การทำประกันชีวิต ถือเป็นส่วนสำคัญในการบริหารการเงิน โดยเฉพาะหากคุณยังคงมีหนี้สินที่จะต้องจ่าย ในขณะที่ลูกของคุณก็ยังเล็ก เพราะอย่าลืมว่าหากคุณเสียชีวิตไปแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าหนี้สินจะหมดตามไปด้วย และหากคุณเป็นคนที่ทำอาชีพอิสระ การมีประกันสุขภาพก็ถือเป็นเรื่องที่จะช่วยคุณได้มากหากเกิดอะไรขึ้นกับคุณ

4. อย่าลืมที่จะใช้ประโยชน์จากผลประโยชน์ทางภาษีที่จะได้จากการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับผู้ที่ทำงานประจำ ส่วนผู้ที่มีอาชีพอิสระโดยทั่วไป ก็อย่าลืมนึกถึงกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ ที่จะสามารถนำเงินที่คุณลงทุนไปหักออกจากเงินที่ได้พึงประเมินถึง 1,000,000 บาทต่อปี ซึ่งจะช่วยทำให้คุณเสียภาษีน้อยลงอีกพอสมควร

5. พยายามสร้างเครดิตให้กับตัวเอง ผู้หญิงบางคนที่แต่งงานแล้วมักจะไม่ใส่ใจกับการมีบัญชีในชื่อของตนเอง ซึ่งนับเป็นความคิดที่ค่อนจะอันตรายอยู่ไม่ใช่น้อย ในกรณีที่คุณอาจจะต้องปุ๊บปั๊บหย่าร้าง หรือเป็นหม้ายขึ้นมา การไม่มีบัญชีหรือเครดิตการ์ดเป็นของตัวเอง จะทำให้คุณเป็นคนไม่มีเครดิตไปเสียดื้อๆ

6. เก็บสำรองเงินก้อนเพื่อการฉุกเฉิน โดยเงินก้อนนี้คุณอาจจะคำนวณได้มาจากค่าใช้จ่ายรายเดือน 3 ถึง 6 เดือน แต่สำหรับบางคน 6 เดือนอาจถือว่าน้อยเกินไป เพราะหากคุณตกงาน คุณอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือนในการหางานใหม่ เพราะฉะนั้นการสำรองเงินเอาไว้มากหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
เมื่อคุณได้อ่านข้อแนะนำทั้งหมดแล้ว คุณคงจะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลย ในการที่จะนำมาปฏิบัติ และก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นสิ่งที่เรารู้ๆ กันอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องการลงทุนนั้น สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะเป็นแค่วินัยและความตั้งใจในการที่จะทำมันต่อไปให้ได้ผลสำเร็จตามที่ตั้งใจเอาไว้เท่านั้นเอง

ไปหน้าแรก  การออมและการลงทุน


ที่มา : วารสาร Money & Wealth ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 58

บทความที่เกี่ยวข้องกับการออมและการลงทุน